CEFR แบบทดสอบที่จะทำให้แคร์การใช้ภาษา มากกว่าแค่การสอบ

CEFR คือ

BRIEF :

   CEFR คือ หนึ่งในแบบทดสอบประเมินความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ จัดทำขึ้นโดยสหภาพยุโรป ซึ่งอักษร CEFR นั้นย่อมาจาก Common European Framework of Reference for Languages

   แม้ CEFR จะยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับการทดสอบแบบอื่น เช่น IELTS, TOEFL หรือ TOEIC แต่รู้ไหมว่ากระทรวงศึกษาธิการของไทยนำระบบนี้เข้ามาเพื่อยกระดับมาตรฐานผู้สอนในโรงเรียนทั่วประเทศ

   CEFR จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือวัดแค่ความรู้ภาษาอังกฤษ แต่ผู้ที่สอบได้ในระดับสูงต้องสามารถเข้าใจ เชื่อมโยง และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นั่นหมายถึงทักษะทางภาษาที่ได้รับการพัฒนาต่อยอด และเป็นมากกว่าผลสอบสำหรับยื่นคะแนนเรียนต่อ

________________________

CEFR คือ แบบทดสอบที่จะทำให้แคร์การใช้ภาษา มากกว่าแค่การสอบ

แค่ได้ยินคำว่า #สอบ เด็กไทยก็ท้อแล้ว เพราะตั้งแต่เอาชีวิตเข้าสู่ระบบการศึกษา เชื่อเถอะว่านักเรียนแต่ละคนต้องผ่านการประเมินโดยการสอบมากจนจำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง ยิ่งใครที่ต้องการคะแนนพิเศษทางด้านภาษาเพื่อยื่นสำหรับเรียนต่อ ก็คงต้องนั่งจมอยู่กับหนังสือ และโรงเรียนกวดวิชาจนลืมชีวิตของตัวเองไปเลย

คำถาม : ตั้งใจเรียนขนาดนี้ แล้วเอาไปใช้ได้จริงหรือเปล่า?

CEFR เป็นแบบทดสอบภาษาอังกฤษอีกชนิดหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในทวีปยุโรป กำเนิดขึ้นมาเพื่อสร้างมาตรฐานในการสื่อสารว่าความรู้ความเข้าใจในภาษาอังกฤษของแต่ละคนนั้นอยู่ในระดับไหน เพื่อใช้สำหรับการเรียน การทำงาน การสอน หรือต่อยอดในวงการอื่นๆ

ฉะนั้นการวัดระดับผ่านระบบ CEFR นั้นไม่ใช่เพื่อประเมินว่า “ฉันคะแนนดีกว่า แปลว่าฉันเก่งกว่าเธอ” แต่มีนัยยะในเชิง “ระดับภาษาฉันอยู่ในเลเวลเดียวกับเธอ ฉะนั้นฉันน่าจะร่วมงานกับเธอได้อย่างราบรื่น” CEFR จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกัน ผ่านมาตรฐานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แบบทดสอบ CEFR ในแวดวงการศึกษา เช่น ครูที่ผ่านการสอบ CEFR ในระดับสูงมาแล้ว จะไม่ได้เก่งแค่เรื่องแกรมม่าเท่านั้น แต่ต้องมีความสามารถที่จะอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่ายโดยใช้ภาษาอังกฤษ หรือลดทอนความฟุ่มเฟือยในการใช้ภาษา เพื่อประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมในด้านการสื่อสาร

คำถาม : สรุปว่าต้องสอบไหม แล้วใครต้องสอบ?

ผลของการทดสอบ CEFR นั้นถือเป็นหนึ่งในหลักฐานที่สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือสำหรับยื่นเรียนต่อได้ หมายถึง ถ้าสถานศึกษา หรือทุนการศึกษา มีเกณฑ์การทดสอบทางภาษาอยู่แล้ว เช่น SAT หรือ IELTS การมี CEFR ยื่นประกอบจะส่งผลบวกให้กับนักศึกษาคนนั้น โดยเฉพาะการศึกษาต่อในประเทศยุโรป เช่น ประเทศอังกฤษ ที่คุ้นเคยกับการสอบ CEFR เป็นอย่างดี

ครูไทยไปมาตรฐานโลก กับการใช้ CEFR เพื่อคัดแยกความสามารถให้ชัดเด่น

แม้ว่าเด็กนักเรียนจะไม่ค่อยคุ้นหูกับแบบทดสอบนี้ แต่คนในแวดวงการศึกษาน่าจะได้ยินชื่อ CEFR มานานแล้ว เพราะกระทรวงศึกษาธิการมีนโยนบายเร่งทักษะด้านภาษาอังกฤษ ของครูทั่วประเทศผ่านการสอบ CEFR ซึ่งก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะปัจจุบันเด็กนักเรียนรุ่นใหม่ต่างตั้งคำถามในความสามารถด้านภาษาอังกฤษของครูในโรงเรียน ว่าเก่งจริง และมีความรู้รอบตัวมากกว่านักเรียนมากแค่ไหน? ถ้าให้ไปสอบ IELTS จะได้คะแนนเยอะกว่าเด็กจริงเหรอ?

ความคาดหวังของกระทรวงศึกษาธิการก็คือ ครูที่สอนภาษาอังกฤษ ม.ต้น ต้องสอบ CEFR ให้อยู่ในะดับ B1 ขึ้นไป (เทียบกับคะแนน TOEIC คือ 550 – 780) ส่วนครูที่ต้องสอนในระดับ ม.ปลาย ต้องสอบให้อยู่ในระดับ B2 ขึ้นไป (เทียบกับคะแนน TOEIC คือ 780 – 850) ซึ่งถึงแม้ว่าเด็กมัธยมบางคนจะมีความสามารถในการสอบ TOEIC ได้มากกว่า 800 แบบสบายๆ แต่ก็ถือว่าเป็นการตั้งมาตรฐานที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ หรือใช้ในชีวิตประจำวัน

เริ่มสอบได้ตั้งแต่ตอนนี้ เวลานี้ เดี๋ยวนี้!

การสอบ CEFR ใช้เวลาสอบประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ยืดเยื้อวุ่นวายเหมือนแบบอื่น แบ่งออกเป็น

READING 50 นาที

WRITING 40 นาที

LISTENING 35 นาที

SPEAKING 10 นาที

วิธีการสมัครสอบ CEFR คือ

  • เข้าไปที่เว็บไซต์ www.cambridgeenglish.org
  • เลือกการสอบ CEFR
  • เลือกศูนย์สอบในไทย
  • ชำระเงิน
  • รอวันสอบ

หรือถ้าใครอยากทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษอิงตามเกณฑ์ CEFR ออนไลน์ ฟรี ! กับก้อปันกัน ใช้เวลาเพียง 10 – 15 นาที ก็สามารถตามไปที่ ลิงค์นี้ ได้เลย

CEFR จะแบ่งผลสอบออกเป็น 6 ระดับ

เพื่อวัดความสามารถในการใช้ภาษาไว้ดังนี้

ระดับ

คำอธิบาย

ทักษะ

A1

Beginner

ระดับของผู้เริ่มต้น

• เข้าใจประโยคที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน

• สามารถแนะนำตัวเอง

• ถามและตอบคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดส่วนบุคคลได้ เช่น ของที่มี สถานที่อยู่อาศัย

• สามารถโต้ตอบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องพูดช้าและชัดเจน

A2

Elementary

ระดับที่สามารถเข้าใจ
ประโยคคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

• เข้าใจประโยคที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน

• สามารถสื่อสารเรื่องที่เป็นกิจวัตรหรือคุ้นเคยอยู่แล้วได้

• สามารถอธิบายประวัติอย่างง่ายของตัวเองได้

B1

Intermediate

ระดับปานกลาง
ใช้ภาษาได้ดี
แต่อาจจะไม่คล่องมาก

• เข้าใจจุดประสงค์หลักของสถานการณ์ที่เป็นพื้นฐาน เช่น ที่ทำงานงาน / โรงเรียน / การท่องเที่ยว

• สามารถจัดการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างการท่องเที่ยว

• สามารถสื่อสารด้วยเรื่องที่คุ้นเคยอยู่แล้วได้

• สามารถอธิบายประสบการณ์ของเหตุการณ์ / ความฝัน / ความต้องการส่วนตัว ด้วยเหตุผลหรือมีลักษณะเป็นแผนการได้

B2

Upper-Intermediate

ระดับปานกลางขั้นสูง
ใช้ภาษาได้อย่างดี
แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมได้

• เข้าใจใจความหลักของเรื่องราวที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม รวมถึงในเชิงของความเชี่ยวชาญพิเศษ

• สามารถสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้โดยปราศจากความเครียด

• สามารถเขียนอธิบายเนื้อหาได้หลากหลายหัวข้อ

• อธิบายปัญหาจากการบอกข้อดีข้อเสียได้

C1

Advanced

ใช้ภาษาได้ดีมาก
แสดงความคิดเห็น
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• เข้าใจความต้องการที่หลากหลายหรือหนังสือที่มีความยาวได้

• มีความรู้ ความเข้าใจภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ

• สามารถแสดงความเห็นได้อย่างคล่องแคล่วและไม่ใช้เวลานานมากนัก แต่ยังคงใช้ภาษาในการพูดคุยตั้งแต่ระดับไม่เป็นทางการไปจนถึงทางการได้อย่างยืดหยุ่น

• สามารถทำความเข้าใจและเขียนเรื่องซับซ้อนออกมาได้

C2

Proficient

ใช้ภาษาได้ดีมากเทียบเท่าเจ้าของภาษา สื่อสารได้มีประสิทธิภาพมาก และมีความมั่นใจในการใช้ภาษา คล่องแคล่วแม้ว่าจะเป็น
บริบทคำพูดที่มีความซับซ้อน

• เข้าใจและมองเห็นภาพได้ทั้งจากการอ่านหรือได้ยินอย่างชัดเจน

• สามารถสรุปข้อมูลจากหลายๆแหล่ง นำมาปรับคำและเชื่อมโยงถึงกันได้

• มีความรู้ มีความเข้าใจภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ

• สามารถแสดงความเห็นได้อย่างคล่องแคล่วแม้ว่าจะเป็นบริบทคำพูดที่มีความซับซ้อน

คำถาม : ความยากของแบบทดสอบ CEFR เมื่อเทียบกับที่อื่น

CEFR

IELTS

TOEFL

TOEIC

A1

-

ต่ำกว่า 337

10 - 250

A2

3 - 4

337 - 459

250 - 550

B1

4 - 5

460 - 542

550 - 780

B2

5 - 6

543 - 626

780 - 850

C1

6 - 7.5

627 - 677

850 - 990

C2

-

-

-

NOTE :

  การหาที่สอบ CEFR จะหาได้ยากกว่า IELTS เพราะไม่เป็นที่นิยมมากนักสำหรับประเทศไทย แนะนำให้ลองปรึกษาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่เราเรียนอยู่ หรือ ติดต่อก้อปันกัน

  CEFR ไม่มีวันหมดอายุ เป็นใบประกาศนียบัตร ที่จะอยู่กับเราตลอดชีวิต!

  ในเมืองไทย ไม่มีสถาบันไหนเลยที่เปิดสอนติวข้อสอบของ CEFR โดยตรง อาจต้องหาติวเตอร์ส่วนตัว หรือ ทำแบบทดสอบฟรีออนไลน์

  ในพาร์ท Speaking จะให้ผู้สอบเข้าไปเป็นคู่เพื่อได้ฟังอีกคนนึงพูด และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย

  บรรยากาศในการสอบ CEFR มีความกดดันน้อยกว่า อาจจะเป็นเพราะมีผู้สอบจำนวนน้อยกว่า ไม่รู้สึกว่าเหมือนกำลังแข่งขันกับใคร

  การทดสอบมีให้เลือก 2 แบบคือ General สำหรับผู้ใหญ่ และ For Schools สำหรับเด็กมัธยม กรณีนี้ เด็กๆ สามารถเลือกสอบแบบ General ได้ แต่ผู้ใหญ่จะมาเลือกสอบแบบ For Schools ไม่ได้

  การให้คะแนนตั้งแต่ระดับ A1 – B2 จะแบ่งออกเป็น Pass, Pass with Merit และ Pass with Distinction เช่น ได้คะแนน 143 คือคะแนน Pass, 156 Pass with Merit, 165 Pass with Distinction (B2) สำหรับตั้งแต่ระดับ C1 – C2 จะแบ่งคะแนนตามเกรดคือเกรด C, B และ A นั่นเอง

สนใจเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์

ลงทะเบียนรับข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สเรียน เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้คำปรึกษา แนะนำคอร์สเรียนที่จะตอบโจทย์ความต้องการของคุณ